วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อันตรายจากโทรศััพท์มือถือ


ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี โทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากมายเหลือเกิน เรียกว่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันเลยทีเดียว  บางคนเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองจากที่เคยติดคอมพิวเตอร์ เคยอ่านหนังสือ เคยมีไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบของตัวเองมากมาย จนกระทั่งมีเจ้าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งขอเน้นจำพวกสมาร์ทโฟนทั้งหลายที่เข้าไปละลายพฤติกรรมเดิมๆ ของผู้คน และสร้างค่านิยมให้แก่ผู้คนขึ้นมาใหม่ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชั่นมากมายที่มาช่วยกระตุ้นให้คนเราสื่อสารกันมาก ขึ้น โดยเฉพาะโปรแกรมที่ใช้ chat กัน ได้รับความนิยมชนิดถล่มทลาย


มองดูผิวเผินอาจเป็นเช่นนั้น แต่แท้ที่จริงเราห่างกันมากขึ้นหรือเปล่า


การสื่อสารต้องการมากกว่าแค่การ chat เล่น Blog กัน ดิฉันยังเชื่อในรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่ควรจะมีการสื่อสารผ่านความรู้สึก สีหน้า ท่าทางและแววตาสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นับวันค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ จนกำลังจะกลายเป็นของหายากขึ้นทุกขณะ


นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ติดโทรศัพท์มือถืออย่าง หนัก ดังเช่นประเทศอังกฤษที่มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ พบว่าเด็กรุ่นใหม่ติดโทรศัพท์มือถือทุกลมหายใจเข้าออก  ถ้าพวกเขาขาดมันเหมือนกับขาดแขนขาเลยทีเดียว


เด็กส่วนใหญ่พึ่งพาเทคโนโลยีจนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ปัจจุบันเด็กติดโทรศัพท์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ MP3 และโทรทัศน์ โดยทีมนักวิจัยได้ศึกษานักเรียนกว่า 1,000 คน ใน 10 ประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ The World Unplugged Project โดยให้เด็กนักเรียนอยู่โดยปราศจากมือถือหนึ่งวัน


ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่ามีเด็กมากกว่า 50% ที่ไม่สามารถทนอยู่ได้โดยไม่มีเครื่องมือ   สื่อสารใดๆ และกลุ่มตัวอย่างทุกคนก็รู้สึกทรมานมาก หลายคนยอมรับว่าติดโทรศัพท์เหมือนติดยาเสพติด ถ้าไม่มีมันก็อยู่ไม่ได้ พวกเขาบรรยายความรู้สึกเมื่อไม่มีโทรศัพท์ว่า สับสน กระวนกระวาย โกรธ โดดเดี่ยว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ตกใจ หงุดหงิด ฯลฯ


ในขณะที่บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า เคยมีงานวิจัยจากหลากหลายสำนัก พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ และเชื่อว่าทำให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ทั้งเรื่องการติดต่อสื่อสาร ค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ ฯลฯ


โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวัยรุ่นไทยมีความรู้สึกที่ดีต่อเทคโนโลยีในแง่ ของความรู้สึกปลอดภัย มั่นใจ ได้เข้าสังคม และทันสมัย ทั้งยังพบว่า มือถือมีความสำคัญเป็นอันดับ 1 ในชีวิตของพวกเขา บางคนบอกว่าถ้าขาดมือถือจะมีอาการเหมือนคนติดยาแล้วไม่ได้เสพเลยทีเดียว


นี่ยังไม่นับรวมผลการศึกษาที่พบว่าหนุ่มสาวจะนิยมเปลี่ยนมือถือเครื่อง ใหม่เพื่อไม่ให้ตกกระแสนิยม ทั้งยังใช้จ่ายเงินในการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อเดือนมาก สุดเป็นอันดับ 2 รองจากค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร


ลองนึกถึงโฉมหน้าของเด็กรุ่นใหม่ที่เสพติดโทรศัพท์มือถือจะเป็นอย่างไรบ้าง ?


หนึ่ง อ้วนขึ้น เพราะเคลื่อนไหวน้อยลง ทำกิจกรรมอื่นๆ ก็น้อยลง


สอง พูดน้อยลง เพราะเปลี่ยนไป chat ผ่านมือถือ


สาม ภาษาแย่ลง เพราะต้องการเขียนคำสั้นๆ  บางคนก็ย่อคำหรือใช้คำสแลงเฉพาะกลุ่ม


สี่ ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นยากขึ้น เพราะมีโลกส่วนตัวบนออนไลน์มากกว่า


ห้า โรคภัยไข้เจ็บถามหา เช่น นิ้วล็อก ปวดคอ สายตามีปัญหา ฯลฯ


หก แยกตัวออกจากสังคม เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างเดียว เชื่อว่าตนเองอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น


ถ้าลูกของคุณกำลังเข้าข่ายนี้อยู่ โปรดหาทางช่วยเหลือเป็นการด่วน ก่อนที่จะต้องเข้ารับการบำบัด..!!!

โรคหย่อนสมรรถภาพ


หมายถึง การที่อวัยวะทางเพศไม่สามารถแข็งตัวได้ หรือ แข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จ เป็นที่พึงพอ ใจอยู่เป็นประจำ หรืออย่างต่อเนื่อง

ระดับความรุนแรง
หย่อนสมรรถภาพอย่างอ่อน : ผู้ป่วยสามารถมีอวัยวะแข็งตัวพอดีสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ได้เกือบทุกครั้ง
หย่อนสมรรถภาพปานกลาง : ผู้ป่วยสามารถมีอวัยวะเพศแข็งตัวดีสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ได้เป็นบางครั้ง
หย่อนสมรรถภาพโดยสิ้นเชิง : ผู้ป่วยไม่สามารถมีอวัยวะเพศแข็งตัวดีพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ได้เลย

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นรูปแบบหนึ่งของความบก พร่องทางเพศ ( Sexual Dysfunction ) ได้แก่

อาการหลั่งเร็ว ( premature ejaculation )
อาการหลั่งช้า ( delay ejaculation )
อาการเฉื่อยชาทางเพศ ( deficits in desire )
อาการไม่ถึงจุดสุดยอด ( orgasmic disabilities )
อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction )

 การแข็งตัวของอวัยวะเพศ
    แบ่งการแข็งตัวออกได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ
- เกิดจากจิตใจ : ส่วนใหญ่เกิดจากระบบประสาทส่วน กลาง
- เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับ : ส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นที่อวัยวะเพศ
- เกิดในยามวิกาล : เกิดขึ้นในช่วงของการหลับที่มีการ กลอกตาอย่างเร็ว
 
 ปัจจัยความเสี่ยง แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก 
    ประกอบด้วยโรคต่าง ๆ จำนวนมาก ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก การ บาดเจ็บที่ไขสันหลัง และโรคมัลติเปิล สเคลอโรซิส            ( multiple sclerosis ) โรคเหล่านี้ทำให้เกิดความผิดปกติต่อหลอดเลือด เส้นประสาทของอวัยวะที่จะมีผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ยาหลายชนิดก็มีผลด้วยเช่นกัน การลดลงของการสร้างฮอร์โมน แอนโดรเจน ก็อาจทำให้ความสนใจในทางเพศลดลงและ/หรือ ทำให้การแข็งตัวลดลงด้วย นอกจากนั้นกระบวนการการบำบัด ทางจิต อาจรบกวนการกระตุ้นทางด้านจิตใจ หรือลดความตื่นตัว ในการรับความรู้สึก
1. โรคเกี่ยวกับเส้นเลือด - ปัญหาการไหลเวียนของกระแส เลือด ซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังองคชาติ รวมถึงการแข็งตัวเส้น เลือดแดง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง
2. วิถีการดำรงชีวิต – การสูบบุหรี่  การดื่มสุราจัด 
3. ความผิดปกติของระบบประสาท และบาดแผลอันเป็นผล มาจากการได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลังและกระดูกเชิงกราน
4. การผ่าตัด (เช่น การผ่าตัดต่อมลูกหมาก) และการรักษาด้วยการฉายรังสี
5. การให้ยาบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น ที่ใช้รักษาโรค ความดันโลหิตสูง อาการซึมเศร้า และยาบางตัวสำหรับการรักษา โรคกระเพาะอาหาร และโรคมะเร็ง

ความบกพร่องของอวัยวะเพศ
ความบกพร่องในการทำหน้าที่หรือความบกพร่องในส่วน ประกอบทางโครงสร้างของอวัยวะเพศ จะส่งผลทำให้เกิดโรค หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตัวอย่างเช่น
+ ความผิดปกติที่ทำให้เกิดการขัดขวางเลือดมิให้ไหลเข้า สู่แท่งเนื้อเยื่อที่มีโพรงภายในหรือความผิดปกติที่รบกวนกลไก การกดทับหลอดเลือดดำที่จะกักเลือดไว้ในอวัยวะเพศ ซึ่งจะรบ กวนการแข็งตัวในส่วนที่เกี่ยวกับหลอดเลือด
+ ความผิดปกติหรือความเสียหายที่เกิดกับเส้นประสาท
อัตโนมัติ ที่ไปยังเลี้ยงอวัยวะเพศอาจขัดขวางการแข็งตัวที่เกิด จากจิตใจ
+ความผิดปกติหรือความเสียหายต่อเส้นประสาท รับความ รู้สึกจากอวัยวะเพศ อาจขัดขวางการแข็งตัวจากปฏิกิริยา สะท้อนกลับ

การป้องกัน
- งดรับประทานอาหารสุ่มเสี่ยง
- รักษาสุขภาพ

เพิ่มเติม ข้อมูลสุขภาพ

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มาทำความรู้จักกับ เชื้อแบคทีเรีย "อีโคไล"

ทำความรู้จัก "อีโคไล"
  จากข้อมูลสุขภาพพบว่า แบคทีเรียชนิดที่มีในร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย แต่สำหรับแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไล หรือ Escherichia ซึ่งพบได้ในลำไล้ของมนุษย์และสัตว์ สามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการต่างๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และอาการท้องร่วง เป็นต้น แบคทีเรียชนิด อีโคไลจะมีชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์
   หลักจากพบการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ระบาดในประเทศอังกฤษ วันนี้ Telegraph นำข้อมูลเกี่ยวกับแบคทีเรียชนิดนี้มาให้ได้รู้จักกันเพื่อเป็นการป้องกันและ รับมือหากได้รับเชื้อชนิดนี้

เชื้ออีโคไล แพร่สู่คนได้อย่างไร
   เชื่อแบคทีเรียอีโคไลจะแพร่สู่คนได้จากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

จำนวนผู้ได้รับเชื้ออีโคไล
   หน่วยงานด้านการป้องกันโรคในประเทศอังกฤษรายงานว่าในปี 2551 มีผู้ได้รับเชื้ออีโคไลและมีอาการป่วยที่เกิดจากการได้รับเชื้อ 950 ราย

การระบาดของเชื้ออีโคไล
   การแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลเริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษและคร่าชีวิตผู้คนไป แล้ว 20 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่รับประทานอาหารขณะร่วมพิธีในโบสถ์แห่งหนึ่งในปี 2539-2540

อาการของผู้ได้รับเชื้ออีโคไล
   จะพบอาการแต่เริ่มท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดภาวะลำไส้อักเสบและมีอาการเลือดออกไม่หยุด เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและพบเลือดปนกับอุจจาระ
ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไล
    ระยะฟักตัวของเชื้ออยู่ที่ประมาณ 3-8 วัน และจะปรากฏอาการในช่วง 3-4 วันหลังการได้รับเชื้อ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อจะสามารถนำเชื้อชนิดนี้ออกจากร่างกายได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่เชื้อส่วนที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่นเกิดภาวะไตเสื่อม ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย
    
ผู้เสี่ยงได้รับเชื้ออีโคไล
     เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จะเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีโคไลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้น้อยกว่า คนทั่วไป

การป้องกันและรักษาเมื่อได้รับเชื้ออีโคไล
             ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิด นี้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มสเตอรอยด์ เช่นยาแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะมีผลทำลายไตของผู้รับประทาน นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ช่วงนี้มีข่าวผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ยังไงก็กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือนะครับ